แนวโน้มดัชนี SET INDEX 2/12/57

แนวโน้มดัชนี SET INDEX 2/12/57 



ตลาดยังคงแกว่งตัวในกรอบแนวต้าน Dow theory ที่ 1602/1600 แนวรับที่ 1585/1580 ภาพตลาดยังคงแกว่งในในแนวโน้ม side way หลังจากโดนกลุ่มพลังงานกดดัน index ลงมาแต่ก็บวกลบไม่มากนักเพราะ ยังคงมีหุ้นบางกลุ่มที่เข้ามาทำหน้าที่ดูแล index แทนหลังจากกลุ่มพลังงานปรับตัวลดลงไป เช่น ค่าปลีก บันเทิง และธนาคาร ดังนั้นแนวโน้ม index ก็ยังคงมีแนวโน้มที่แกว่งตัวในระยะสั้น ขึ้นไม่มากลงไม่มากครับ กลยุทธ์ในการลงทุนผมยังคงถือหุ้นบลูชิบขนาดใหญ่ไว้หลายตัวทั้ง SCC SCB BBL PTTGC KBANK ซึ่งโดยส่วนตัวผมยังคงมองเป็นลักษณะของการ run profit's trend หุ้นที่ผมให้ความสนใจถัดมาคือ กลุ่มสายการบินทั้ง NOK AAV BA THAI AOT ซึ่งมองในแง่ของการ trading โดยมอง NOK AAV เป็นลักษณะของการหาจังหวะเก็บสะสมโดยมอง NOK แนวต้าน 13.6 แนวรับ 12.6/11.7 AAV แนวต้าน 4.8 แนวรับ 4.5 BA แนวต้าน 22.4 แนวรับ 21.5 ซึ่งได้ประโยชน์จากการปรับตัวลงของน้ำมันครับ

กลุ่มพลังงานอย่าง PTT PTTEP PTTGC ก็เริ่มยืนสร้างฐานได้มองเป็นจังหวะ trading ที่น่าสนใจครับ โดยกลยุทธ์โดยส่วนตัวของผมหลังจากขาย PTT ไปในวันที่ 26 ก็มองรอบใหม่ของ PTT บริเวณ 360 ครับ เป็นจุดที่น่าสนใจ PTTEP ใครที่ถามผมเข้ามาผมก็แนะนำ 135-130 เป็นจังหวะที่น่าสนใจที่จะเทรดในจังหวะรีบาวด์ ซึ่งแน่นอนว่าขึ้นไปแล้วบริเวณ 135-140 อาจจะมีย่อตัวอีกครั้งครับ ส่วน PTTGC ผมก็ถือมาตลอดตั้งแต่ 58-60 ก็ยังคงมองเป็นการสะสมและ Run profit's ไปเรื่อยๆครับ หุ้นปริโตรที่น่าสนใจก็มี IVL ที่ทำรูปแบบ ยกตัวได้โดยมองแนวต้าน 24 แนวรับ 22.3 หุ้นที่ทำรูปแบบตามระบบเทรดผมก็มีหลายตัวแต่ที่น่าสนใจก็คือ BA ซึ่งผมก็สะสมบริเวณ 19.9-19.8 มาเรื่อยๆ และ JMART ที่ถือว่าทำผมงานได้ดีครับ ที่ผมถือมาตั้งแต่ 10.6 ครับ

การทำกำไรนั้นมันก็ไม่ยากครับหากคุณเข้าใจในตลาดหากใครที่บอกคุณว่าไม่ต้องไปสนใจตัวดัชนีหรอก ผมนั้นมีความเห็นขัดแย้งโดยสิ้นเชิง ผมมักพูดเสมอว่าการเทรดที่ดีคือคุณต้องรู้ว่าตลาดจะทำอะไร แล้วค่อยมาวางกลยุทธ์ในหุ้นรายตัว "หากจะไปล่าเสือแต่ไม่รู้สภาพป่ามันก็เหมือนคนงี่เง่าที่เดินไปเป็นอาหารให้เสือกิน จากผุ้ล่าจะกลายเป็นโดนล่าแทน"


เครดิต
Niik Agapol Chamnanpanich‎
(ห้องคุยนักลงทุน)

คนส่วนใหญ่ คนส่วนน้อย

คนส่วนใหญ่ คนส่วนน้อย
ทุกๆอย่างในย่อมมีแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม มีหยินก็มีหยาง มีดำก็มีขาว มีสำเร็จก็มีล้มเหลว ทุกๆสิ่งอย่างย่อมมีความแตกต่างกัน เช่นเดียวกับการลงทุนย่อมมีผู้ที่เห็นโอกาสก่อน และย่อมมีผู้เห็นโอกาสทีหลัง ลักษณะเหมือนการต่อคิวซื้อของ นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นชอบเทรดในจังหวะที่หุ้นเกิดการ Break out ไปแล้วหรือไม่ก็จังหวะที่หุ้นกำลังขึ้น เป็นลักษณะของการเทรดแบบ Trend Follow ซึ่งเดี๋ยวนี้บางทีก็ใช้ไม่ได้ แต่หากเป็นเหมือนสักช่วง 10-20 ปีแล้ววิธีการนี้ก็ถือว่าได้ผลดีทีเดียว ในช่วงที่ราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้นนักลงทุนในตลาดโดยส่วนใหญ่ชอบเข้าไปเทรดตามอารมณ์พยายามจะหา Catalyst ที่มากระตุ้นราคาหุ้น บางคนก็หนักหน่อยเห็นหุ้นขึ้นซื้อเลยมี catalyst อะไรไว้ค่อยหาทีหลัง แบบนี้ก็มีเยอะแยะทั้งๆที่ยิ่งคุณไปไล่ราคามากเท่าไรก็เหมือนคุณไปต่อแถวซื้อหุ้นได้ของแพงกว่าคนอื่นๆเขา ผมชอบจังหวะของการปรับตัวลงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมทยอยเก็บหุ้นที่ผมให้ความสนใจไปหลายตัว มันดีตรงที่ว่าเราไม่จำเป็นต้องไปไล่ซื้อหุ้นที่วิ่งขึ้นไปแล้ว แต่เราแค่ตั้งราคาที่เราพอใจแล้วนั่งรอ ในช่วงที่คนส่วนใหญ่เอาแต่ขายกัน ก็ย่อมจะมีคนบางกลุ่มที่เริ่มสะสมของแน่นอนว่าการสะสมของมันก็ต้องใช้เวลา ยิ่งราคาหุ้นไหนที่ปรับตัวลงมาแล้วเริ่มยืนได้ Vol. เริ่มหายแบบนี้ก็ยิ่งสวย และยิ่งลงมาแล้วไม่มีข่าวด้วยก็จะยิ่งดีครับเพราะมันจะทำให้ราคาเริ่มนิ่งได้ไวขึ้นไม่ผันผวน โดยส่วนใหญ่ผมชอบเทรดหุ้นที่ปรับตัวลงมาแล้วไม่มีอิทธิพลของข่าวมาเกี่ยวข้อง หากราคาหุ้นลงมาสักพักแล้วเด้วรีบาวด์ขึ้นไป หากคุณซื้อไม่ทันก็ไม่ต้องไปใส่ใจครับ ไม่ต้องรีบเดี๋ยวราคาก็จะลงมาให้คุณซื้ออีกรอบ ซึ่งเป็นลักษณะของ Dow theory ตลาดจะเคลื่อนไหวไปตามแรงปรารถนาของจิตวิทยาราคา ดังนั้นตลาดหุ้นจะผ่านไปกี่สิบปี ลักษณะกราฟก็จะยังคล้ายๆเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หากตลาดหุ้นยังเป็นสิ่งที่มีมนุษย์มาเกี่ยวข้องยังไงอารมณ์ของ Mr.market ก็จะเหมือนเดิมครับ
มีหลายทฤษฎีตามที่เราอาจจะได้เคยร่ำเรียนมาตามตำราของนักเทคนิคคอลที่ผมมีความเห็นว่าไม่มีความจำเป็น เมื่อไรที่คุณเริ่มมีประสบการณ์คุณจะเข้าใจว่า ทฤษฎีหรือเครื่องมือบางอย่างก็ไม่ได้สำคัญเลย อันที่จริงผมก็ใช้เครื่องมือเหล่านั้นมานานพอสมควรกว่าจะรู้ตัวได้ แต่สุดท้ายแล้วผมก็มาเข้าใจว่ามันไม่มีความสำคัญอันใดเลย ในช่วงเวลาที่คุณเริ่มเทรดใหม่ๆ คุณจะมีความกังวลกลัวขาดทุนและมีความเชื่อผิดๆว่ามียิ่งมีเครื่องมือมากเท่าไรก็ยิ่งดีจะได้ช่วยในการพิจารณาและวิเคราะห์ แท้จริงแล้วผมกลับคิดในอีกแง่นึงนั่นคือมีน้อยเท่าไรก็ยิ่งดี หรือบางทีมีแค่กราฟราคากับ Vol. ก็พอแล้ว คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเครื่องมือนั้นๆสร้างมาเพื่ออะไร ใช้กันสะเปะสะปะกันไปหมด รู้เพียงเส้นนั้นตัดขึ้นเส้นนั้นตัดลงถ้ามันง่ายขนาดนั้นคนส่วนใหญ่ก็คงรวยไปหมดแล้วครับ ผมเห็นคนมาหลายประเภทน่าแปลกที่เริ่มต้นเข้ามาในตลาดพวกเขาเหล่านั้นมักจะทำกำไรได้ดีใช้ได้ แต่พอนานๆไปความแน่นอนของการทำกำไรก็ยิ่งลดลง ตลาดหุ้นคนที่เรียกว่าสำเร็จได้ต้องเป็นคนที่รู้จักการรักษาเงินต้นและสามารถทำผลกำไรในระยะยาวได้สม่ำเสมอครับ สิ่งที่ผมมีความเห็นว่าใช้งานได้ดีก็คือ เส้นค่าเฉลี่ย 5 วันกับ 200 วัน ส่วน RSI ผมไม่ได้ใช้ในการมีดูว่า Over bought หรือ Over sold ผมแค่เอามาจับ Momentum ของราคาเพื่อสังเกตการขัดแย้ง ซึ่งหากเมื่อไรที่ราคาเกิดการขัดแย้งกับ indicator และราคาลงมาบริเวณแนวรับ ในจังหวะนั้นจะเกิดการรีบาวด์แต่หากราคาหุ้นยังเหลือ Downside risk อยู่ ก็อาจจะมีโอกาสย่อลงมาอีกรอบครับ โดยปกติเมื่อผมทำตามลำดับขั้นตอนข้างต้นมาแล้วเมื่อหุ้นรีบาวด์ขึ้นครั้งแรกผมจะขายก่อนเสมอ และจะรอซื้ออีกทีตอนราคาปรับตัวลงมาแล้วยก low ได้ หรือลงมาแล้ว Vol. เริ่มบางๆลงแบบนี้ยิ่งสวยครับ
สิ่งที่สำคัญก็เหมือนที่ผมเคยกล่าวเน้นย้ำเสมอนั้นคือ ปรัชญาการลงทุน และแนวทางการลงทุน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่สำคัญมากลงทุนให้ถูกจริต เมื่อสับสนว่าตลาดจะทำอะไรให้รอ คุณไม่ต้องไปกลัวซื้อไม่ทันหรอกครับ ในตลาดหุ้นมีหุ้นมากมายมีหุ้นหลายลักษณะหากคุณซื้อบางตัวไม่ทัน คุณก็ซื้อตัวอื่นแทนครับ อย่าพยายามไปเจาะจงหรือใช้ความรู้สึกกับหุ้นบางตัวมากเกินไป เพราะมันจะทำให้คุณเกิดความลำเอียงในการเทรด และสุดท้ายก็ส่งผลให้คุณยึดติดแต่หุ้นตัวเดิมๆ โดยปกติผมก็จะมีหุ้นสำรองใน watch list เสมอหากผมซื้อหุ้นตัวไหนไม่ทันผมก็ไม่ใส่ใจ การเทรดที่ดีคือการเทรดแบบลดความเสี่ยงให้มากที่สุด เข้าใจตลาด และมีวินัยในตนเองครับ...

เครดิต
Niik Agapol Chamnanpanich‎
(ห้องคุยนักลงทุน)